|
แบตเตอรี่ไม่ใช่แหล่งผลิตไฟฟ้า
แต่เป็นเพียงไฟฟ้าสำรอง เลือกไม่ยุ่ง ดูแลไม่ยาก
และไม่แพง แต่มีรายละเอียดไม่น้อย
แบตเตอรี่รถยนต์
ไม่เหมือนถ่านไฟฉาย
ไม่เหมือนถ่านแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ
(ที่มีแต่การใช้ไฟฟ้าออกไปอย่างเดียว
เมื่อหมดแล้วก็ต้องเปลี่ยนทิ้ง)
โดยเป็นเพียงไฟฟ้าสำรอง
เมื่อเครื่องยนต์ติดและถูกใช้งาน
ก็จะมีการประจุไฟฟ้าเพิ่ม
และถูกใช้งานออกไปหมุนเวียนกัน
เติมประจุไฟฟ้าเข้า-ออกจากแบตเตอรี่อยู่เสมอ
มิได้ใช้ออกตลอดเวลาจนกว่าไฟจะหมด
ในกรณีที่แบตเตอรี่หมดต้องนับว่าเป็นความผิดปกติ
ไม่ใช่หมดแบบถ่านไฟฉายทั่วไป
มี 2 กรณี คือ
หมดเพราะเก็บไฟไม่อยู่-แบตเตอรี่หมดอายุ
(หลังใช้แบตเตอรี่ไป 1.5-3 ปี)
หรือระบบไดชาร์จบกพร่อง
รถยนต์ที่ใช้งานแบตเตอรี่ยังไม่หมด
สภาพและระบบไดชาร์จปกติ
แบตเตอรี่ไม่มีการหมดโดยมีการประจุและใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนกันตลอด
แบตเตอรี่มีการใช้ไฟออกอย่างเดียวเฉพาะช่วง
สตาร์ทเครื่องยนต์
ที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ไดสตาร์ทและระบบต่าง
ๆ ของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้ว
ไดชาร์จ (หรือยุคใหม่เป็นอัลเตอร์เนเตอร์
แต่ก็ยังเรียกรวมว่าไดชาร์จ)
ก็จะทำหน้าที่ประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง
โดยมีคัตเอาต์
(ทั้งแบบแยกหรือแบบรวมกับตัวไดชาร์จ)
ทำหน้าที่ควบคุมการตัดการประจุ
เมื่อไฟฟ้าเต็มแบตเตอรี่และประจุต่อเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไม่เต็มหรือพร่องลง
ไดชาร์จ
อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า
เมื่อถูกหมุนด้วยเครื่องยนต์/ผลิตไฟฟ้าเมื่อถูกหมุน
ไดสตาร์ท
อุปกรณ์ไปรับกระแสไฟฟ้าเข้าไปเพื่อสตาร์ทหมุนเครื่องยนต์แล้ว
ก็หมดหน้าที่/รับกระแสไฟฟ้า
เพื่อหมุนตัวเองและเครื่องยนต์
หากงงให้เปรียบเทียบดังนี้
บ้านที่มีการใช้น้ำ =
รถยนต์-เครื่องยนต์ที่มีการใช้ไฟฟ้า
ปั๊มน้ำ
=
ไดชาร์จซึ่งทำหน้าที่ประจุไฟฟ้าโดยมีการแปรผันตามรอบเครื่องยนต์ด้วยรอบต่ำ
หรือจอดเดินเบาก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะถึงรอบปานกลางขึ้นไป
ถังน้ำสำรอง = แบตเตอรี่
เมื่อปั๊มยังไม่ทำงานหรือทำงานแต่ไม่เพียงพอ
(ไดชาร์จหมุนช้า หรือใช้ไฟฟ้ามาก ๆ เช่นตอนกลางคืน
เปิดแอร์ ไฟหน้า
เครื่องเสียงชุดใหญ่และที่ปัดน้ำฝน)
เริ่มต้นด้วยการจ่ายน้ำเข้าสู่บ้าน
(เครื่องยนต์ถูกสตาร์ทด้วยไดสตาร์ท)
จากถังน้ำสำรอง (แบตเตอรี่) โดยปั๊มน้ำ (ไดชาร์จ)
ยังไม่ทำงาน เมื่อเข้าสู่ระบบปกติ
(เครื่องยนต์ทำงานแล้ว)
ปั๊มน้ำ (ไดชาร์จ) ก็ทำงานคอยส่งน้ำเข้าบ้าน
พร้อมกับเสริมกลับเข้าสู่ถังน้ำสำรองที่พร่องลง
ซึ่งก็แล้วแต่ว่าในตอนนั้นมีการใช้น้ำมากหรือน้อยกว่ากำลังการปั๊มในตอนนั้น
เช่น ถ้าปั๊มน้อย
(ไดชาร์จหมุนรอบต่ำ-รถยนต์จอดนิ่ง)
แต่มีการใช้น้ำมากกว่าการปั๊มก็ต้องดึงน้ำมาจากถังสำรองมาใช้ควบคู่กัน
เมื่อปั๊มแรงขึ้น (ไดชาร์จหมุนเร็ว)
มีน้ำที่เหลือจากใช้งานแล้ว
ก็จะถูกส่งกลับเข้าไปยังถังสำรองที่พร่องลง
จนกว่าจะเต็ม
ถ้าเป็นไปตามวงจรนี้ไปเรื่อย ๆ ก็คือ
เมื่อปั๊มได้เกินความต้องการและส่งกลับเข้าถังน้ำสำรองเต็ม
(แบตเตอรี่) ปั๊มน้ำก็จะตัดการทำงาน (ไดชาร์จตัด
โดยยังหมุนอยู่แต่ตัด ระบบการประจุไฟฟ้า
ด้วยคัตเอาต์แบบในหรือนอกตัว) จนเมื่อ ๆ
ใดที่ปั๊มไม่ทันหรือมีการใช้น้ำมากกว่าการปั๊ม
ก็จะดึงน้ำจากถังสำรองมาใช้
ดังนั้นการที่มีถังน้ำสำรองใหญ่ ๆ
ไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเท่ากับว่ามีกำลังไฟฟ้าสำรอง
ไว้มากไม่ได้กินแรงปั๊ม (ไดชาร์จ)
หรือทำให้ปั๊มทำงานหนักขึ้นแต่อย่างไร
ปั๊มจะทำงานหนัก
ก็ต่อเมื่อมีการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินกำลังของไดชาร์จอยู่เกือบหรือตลอดเวลา
ไฟเตือนบนแผงหน้าปัด
ระบบการประจุไฟฟ้าของรถยนต์ทุกคันมีไฟสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดแสดงเป็น
ไฟรูปแบตเตอรี่โดยมิได้เป็นการเตือนว่าแบตเตอรี่หมดหรือเต็ม
แต่เป็นการแสดงถึง ความปกติหรือผิดปกติของระบบไดชาร์จ
หากทุกอย่างปกติ เมื่อปิดกุญแจในจังหวะแรก
ไฟเตือนต้องสว่างนิ่ง
และเมื่อเครื่องยนต์ถูกสตาร์ท และทำงานแล้ว
ไฟเตือนจะดับลงตลอดการขับ
ถ้าเครื่องยนต์ยังทำงานอยู่แล้วมีไฟเตือนสว่างขึ้น
แสดงว่าระบบการประจุไฟฟ้าบกพร่อง โดยแบ่งเป็น 2
กรณี คือ
ไดชาร์จ
(หรือระบบการประจุไฟฟ้าเสีย)
หรือสายพานไดชาร์จขาด
โดยต้องรีบจอดรถยนต์ในที่ปลอดภัยเพื่อลงมาเปิดฝากระโปรงตรวจดูสายพานเป็นอย่างแรก
ถ้าสายพานไม่ขาด
แสดงว่าระบบไดชาร์จเสีย
แต่ยังมีไฟฟ้าสำรองในแบตเตอรี่อยู่
สามารถขับต่อไปได้ในช่วงสั้น ๆ ประมาณกว่า 5
กิโลเมตร
และนี่ก็คือการดึงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้อย่างเดียวไม่มีการประจุไฟฟ้ากลับเข้าไป
จึงควรปิดอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าลงทั้งหมด เช่น
แอร์ เครื่องเสียง ฯลฯ เพื่อให้มีการ
ดึงไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่ช้าและน้อย
ทำให้รถยนต์ยังแล่นต่อไปได้ระยะทางมากที่สุด
ถ้าการจราจรไม่ติดขัดมาก
และแบตเตอรี่ลูกใหญ่พอสมควร ส่วนใหญ่ไปได้เกิน
10 กิโลเมตร เพื่อนำรถยนต์ไปซ่อมแซมระบบไดชาร์จ
ถ้าสายพานขาด
เดาได้ว่าระบบการประจุไฟฟ้าไม่เสีย
แต่เมื่อไดชาร์จไม่มีการหมุน
เพราะสายพานขาดจึงไม่มีผลิตกระแสไฟฟ้า
ต้องดูให้ละเอียดลงไปอีกว่า สายพานเส้นที่ขาดนั้น
เกี่ยวข้องกับระบบสำคัญของเครื่องยนต์หรือไม่
ถ้าสายพานเส้นที่ขาด ขับคอมเพรเซอร์แอร์
หรือปั๊มของระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ด้วย
ก็ยังทนขับแบบร้อน ๆ หรือพวงมาลัยหนัก ๆ
ได้อีกหลายกิโลเมตร คล้ายกับกรณีสายไฟฟ้าบกพร่อง
หากสายพานเส้นที่ขาดต้องใช้ในการขับเคลื่อนปั๊มน้ำในระบบระบายความร้อนด้วย
(ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น)
ก็จะสามารถขับต่อไปในระยะทางสั้นมากเพื่อหลบหลีกการจราจร
หรืออันตรายได้เท่านั้นโดยต้องดูมาตรวัดความร้อนของเครื่องยนต์
ถ้าความร้อนขึ้นสูงมาก ต้องรีบจอดดับเครื่องยนต์
กรณีที่ไฟเตือนไม่ขึ้นหลังบิดกุญแจจังหวะแรก
ต้องตรวจสอบว่าระบบไดชาร์จบกพร่อง
หรือหลอดไฟเตือนขาด
หากใช้รถยนต์ปกติแล้วมีไฟเตือนสว่างริบหรี่แสดงว่า
ระบบการประจุไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์
ที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
ทำไมแบตเตอรี่หมด
ถ้าไดชาร์จปกติแบตเตอรี่ไม่เสื่อม
แล้วไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจนกินกระแส
ไฟฟ้ามากเกินไปแบตเตอรี่จะไม่มีการหมด
นอกจากในเครื่องยนต์รอบเดินเบา ไดชาร์จ
ผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าการใช้อยู่มาก
และจอดนิ่งนานหลายชั่วโมง แบตเตอรี่อาจหมดได้
ซึ่งไม่ค่อยพบปัญหานี้ในการใช้งานบนสภาพจราจรปกติ
เพราะในการใช้รถยนต์
เมื่อมีการใช้ไฟฟ้าจากสารพัดอุปกรณ์ เช่น
เครื่องยนต์แอร์ เครื่องเสียง ไฟฟ้าส่องสว่าง ฯลฯ
ก็จะมีไดชาร์จคอยส่งไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้เพิ่มกลับเข้าไปสู่แบตเตอรี่อยู่ตลอด
หากแบตเตอรี่หมด
เพราะไดชาร์จผิดปกติ คือผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ
แต่แบตเตอรี่
ยังไม่หมดสภาพก็มีการดึงไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่ไปใช้เรื่อย
ๆ ก็แค่ซ่อมแซม ระบบไดชาร์จให้เป็นปกติ
ใช้เครื่องประจุแบตเตอรี่ให้เต็ม
หรือทำให้เครื่องยนต์ติด
แล้วให้ไดชาร์จประจุไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่
(ช้าหน่อย) ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ
(มักไม่ค่อยเกิดปัญหานี้)
หลังจอดรถยนต์ไว้
ถ้าแบตเตอรี่หมดหรือกระแสไฟฟ้าอ่อนลงมากจนไดสตาร์ท
หมุนเครื่งยนต์ไม่ไหว
ขณะที่ระบบไดชาร์จและเครื่องยนต์ปกติ แสดงว่า
แบตเตอรี่หมดสภาพ
ถ้าจำเป็นและพอมีกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือเพียงพอสำหรับเครื่องยนต์
เช่น
ระบบหัวฉีด ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ
และเป็นระบบเกียร์ธรรมดา ก็สามารถเข็นใส่เกียร์ 2
พอเข็นได้เร็วค่อยถอนคลัตช์พร้อมกดคันเร่ง
เครื่องยนต์ก็จะกระตุกติดทำงานได้
หากไม่มีคนช่วยเข็นรวมถึงรถยนต์ระบบเกียร์อัตโนมัติต้องใช้รถยนต์อีกคันที่ติด
เครื่องยนต์ไว้หรือยกแบตเตอรี่พ่วงเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวังเมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติด
ก็เลิกพ่วง
แม้แบตเตอรี่เสื่อมหรือเก็บไฟฟ้าไม่อยู่
แต่ถ้าระบบไดชาร์จเป็นปกติ
และเครื่องยนต์ทำงานแล้วก็จะสามารถขับต่อเนื่องไปได้ตลอด
โดยควรเร่งรอบเครื่องยนต์ ตอนจอดไว้หน่อย
เพื่อให้ไดชาร์จผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น
แต่ต้องระวังไม่ให้เครื่องยนต์ดับ
เพราะเมื่อดับแล้วก็ต้องลุ้นกันอีกครั้งว่า
ไฟฟ้าในแบตเตอรี่จะมีพอ สำหรับไดสตาร์ท
หมุนเครื่องยนต์อีกครั้งหรือไม่
นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีนี้
ด้วยการเข็นกระตุกเครื่องยนต์
หรือการพ่วงแบตเตอรี่แล้ว การแก้ไขถาวรที่ดี คือ
เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
เปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหญ่ แอมป์สูงดีไหม
เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์หมดสภาพหรือมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแล้วค่อยคิดถึงคำถามนี้
ถ้าแบตเตอรี่ไม่หมดสภาพในขณะที่ยังไม่ได้เพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง
ๆ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ ลูกใหญ่-แอมป์สูง
ถือเป็นความสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
เพราะผู้ผลิตรถยนต์ได้คำนวณ
และเลือกขนาดของแบตเตอรี่ต่ำพอเหมาะอยู่แล้ว
หากแบตเตอรี่หมดสภาพแล้วต้องเปลี่ยนใหม่
แล้วมีช่องพอสำหรับแบตเตอรี่ใหญ่
และแบตเตอรี่ลูกเดิมมีแอมป์ไม่สูงนักก็ควรเปลี่ยนลูกใหญ่-แอมป์สูงขึ้น
(เสมือนมีถังน้ำสำรองใหญ่ขึ้น) เพราะ 4 เหตุผล คือ
1. ราคาแพงขึ้นไม่กี่ร้อยบาท
2. มีกำลังไฟฟ้าสำรองมากขึ้น
3. มีกำลังไฟฟ้าแรงขึ้น
4. ไม่ได้ทำให้ไดชาร์จทำงานหนักขึ้นหรือพังเร็ว
สรุปคือ มีแต่บวกไม่มีลบเลย
นอกจากเสียเงินเพิ่มไม่กี่ร้อยบาท
เครื่องยนต์ยุคใหม่ที่ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง
และอุปกรณ์อื่นได้กระแสไฟฟ้าที่มีแอมป์สูงย่อมทำงานได้ดีขึ้น
หากต้องจอดนิ่งเครื่องยนต์เดินเบาบนการจราจรติดขัดนาน
ๆ ไดชาร์จได้น้อย ก็มีพลังไฟฟ้าสำรองมากขึ้น
รถยนต์ทุกรุ่นอย่าเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีแอมป์ต่ำลงจาก
มาตรฐาน
และถ้ามีโอกาสควรเลือกแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่มีแอมป์สูงขึ้นประมาณ
10-30 แอมป์ โดยดูจากตัวเลขที่ระบุบนตัวแบตเตอรี่
การประจุไฟฟ้าสู่แบตเตอรี่ในครั้งแรกสุดหรือครั้งใด
ๆ ไม่ใช่เป็นการประจุจากไดชาร์จ
ควรใช้วิธีชาร์จช้า ประมาณ 5-10 ชั่วโมงขึ้นไป
เพื่อให้แบตเตอรี่ไม่เสื่อมสภาพง่าย
แต่ทางร้านมักใช้วิธีชาร์จเร็วเพื่อรีบบริการลูกค้า
และจะทำให้แบตเตอรี่ลูกนั้น
มีอายุไม่มาก
ต้องเวียนมาเปลี่ยนใหม่เร็วขึ้นเล็กน้อย
อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 1.5-3 ปี
แบตเตอรี่ทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-3 ปี
เท่านั้น โดยดูได้จากตัวเลขที่ตอกลง
บนตัวแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่ร้านค้าจะมีการตอกเอง
โดยปกติ เมื่อเกิน 1.5-2 ปี ก็ถือว่า
คุ้มค่าแล้วสำหรับแบตเตอรี่ทั่วไปที่ผลิตในประเทศและจำหน่ายในราคาลูกละ
1,000 กว่าบาท
เมื่อเกินอายุ 2-2.5 ปี
ถ้ากังวลให้ถือโอกาสเปลี่ยนก่อนก็ไม่สิ้นเปลืองมากนัก
แบตเตอรี่-แอมป์สูง มักมีขนาดใหญ่ขึ้น
จึงควรคำนึงถึงขนาดของฐานที่จะวางลงไป
เมื่อแบตเตอรี่ลูกใหญ่-แอมป์สูงขึ้น
ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากถึงกับดัดแปลงฐานที่จะวาง
หากไม่ต้องการแบตเตอรี่ลูกใหญ่-แอมป์สูงมากจริง ๆ
เลือกขนาดเท่าที่พอจะวางได้ก็พอ
ชนิด
มี 2 ชนิดหลัก คือ แบตเตอรี่แบบเปียก และแบบแห้ง
แบบเปียก (ใช้กันส่วนใหญ่)
แบ่งเป็น 2 แบบย่อย คือ
ต้องเติมและดูแลน้ำกลั่นบ่อย (อย่างน้อยสัปดาห์ละ
1 ครั้ง) และแบบดูแลไม่บ่อย (MAINTAINANCE FREE)
กินน้ำกลั่นน้อยมาก โดยทั้ง 2
แบบจะมีฝาปิดเปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น
มีอายุการใช้งาน ประมาณ 1.5-3 ปี
แบบแห้ง
ทนทาน ราคาแพง
ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น
มีอายุการใช้งานมากกว่าแบบเปียก ประมาณ 3-6
เท่าหรือประมาณ 5-10 ปี
ขี้เกลือขั้วแบตเตอรี่
อาจมีการขึ้นขี้เกลือ ซึ่งช้ามาก
และทำให้การส่งกระแสไฟฟ้าด้อยลง
การทำความสะอาดที่ดี
ต้องถอดขั้วออกและทำความสะอาดทั้งขั้วบนแบตเตอรี่และขั้วบนสายไฟฟ้า
พร้อมเคลือบด้วยจาระบีหรือน้ำมันเครื่อง
ถ้าไม่มีความรู้เชิงกลไก
ใช้น้ำอุ่นราดผ่านก็เพียงพอในระดับหนึ่ง
ตรวจน้ำกลั่นทุกสัปดาห์
ควรตรวจระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ทุกสัปดาห์
ควรเติมให้ได้ระดับ โดยถ้าแบตเตอรี่
มีผิวด้านข้างใส ก็ส่องดูได้
แต่ถ้าผิวทึบหรือเล็งด้านข้างไม่สะดวก
เติมน้ำกลั่นให้ท่วม แถบแผ่นธาตุไว้ประมาณ 1
เซนติเมตร
อย่าใช้น้ำกรองหรือใช้น้ำที่ไม่ใช่น้ำกลั่นเติม
แบตเตอรี่เพราะจะทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นลง
แบตเตอรี่รถยนต์ ไม่แพง เสียยาก ดูแลง่าย
แต่อย่ามองข้าม เพราะเป็นพลังไฟฟ้าสำรอง
ในรถยนต์ทุกคัน
วรพล สิงห์เขียวพงศ์ -
เรียบเรียง |